เพิ่งเริ่มทำงานแต่อยากเก็บเงินให้ได้ ควรทำยังไงดี

เพิ่งเริ่มทำงานแต่อยากเก็บเงินให้ได้ ควรทำยังไงดี

บางคนอาจเคยผ่านประสบการณ์บางอย่างที่จะต้องเกิดขึ้นสำหรับพนักงานใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน นั่นก็คือ ความรู้สึกเวลารับเงินเดือนเดือนแรก มันช่างตื่นเต้นอย่าบอกใครเชียว ความคิดความอยากผุดขึ้นมาเพียบ อยากทำโน่น อยากทำนี่ อยากได้โน่น อยากได้นี่ รายการของที่อยากได้ตั้งแต่ตอนเรียนบ้างละ มันพากันมาล่อตาล่อใจกันเพียบซิน่า แต่ค่ะแต่!! ใจเย็นไว้ก่อนนะจ๊ะสาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลาย คุณอย่าได้เผลอปล่อยใจระดมช๊อปกันซะจนหมดกระเป๋าเชียว เหลือเก็บไว้บ้างยังไงซะเงินทองมันก็ไม่เน่าไม่บูดหรอกมั้ง

adsbygoogle

จะบอกว่า เรื่องการใช้เงินนั้นมันไม่มีอะไรถูกอะไรผิดหรอกค่ะ คุณจะใช้แบบไหน จะใช้ยังไง จะใช้เท่าไหร่ มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมตัวคุณเองนั่นละค่ะ และปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันซะด้วยซิ เรามาดูกันค่ะว่าปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันนั้นมีอะไรบ้าง

  • ฐานะ ความเป็นอยู่ของแต่ละคน
  • แหล่งที่มาของรายได้ในแต่ละคน
  • ความชอบของแต่ละคนที่แตกต่างกัน

3 สิ่งนี้จะเป็นตัวชี้นำคุณ ซึ่งให้กลับมาดูว่าตัวเราอยู่ตรงส่วนใหนบ้าง เรามีความชอบ มีรายได้ มีฐานะครอบครัวเป็นยังไง ซึ่งในช่วงต้นของชีวิต รายได้ทั้งหมดจะถูกใช้เป็น cost of living เพียงอย่างเดียว เรียนต่อยังไม่ต้องนึกจนกว่าจะ 5 ปีไปแล้วจึงค่อยเลือกที่จะเรียนต่อ เพราะมันเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้น มาดูคำแนะนำในการจัดการบริหารเงินยังไงกันดีกว่า โดยเราจะแบ่งออกเป็น 5 ส่วน

  1. Cost of living คือค่าใช้จ่ายประจำวัน รายจ่ายต่างๆรายวัน ค่าอาหารเช้า กลางวัน เย็น ค่ากาแฟ ค่าขนม  ค่ารถเมล์ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน และอื่นๆ
  2. ส่วนของสุขภาพ และ ประกันชีวิต เราควรจะมีการแบ่งเงินมาเพื่อทำประกันชีวิต และ สำรองค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ มันเป็นหลักประกันที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว เพราะหากเราเกิดเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลขึ้นมา เรามีเงินที่กันไว้ช้สำหรับส่วนนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะหามาจากที่ไหน หรือ จะต้องเป็นภาระของคนอื่น  และการซื้อประกันชีวิต ก็เป็นการการันตีได้ว่า หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา คนที่เราทิ้งไว้ข้างหลังก็จะไม่ลำบาก อย่างน้อยเค้าก็จะมีเงินส่วนนึงไว้เพื่อเอาไปต่อยอด หรือเอาไปใช้ในสิ่งที่จำเป็น
  3. สำหรับการการลงทุน การเก็บเงินที่ดีที่สุดของมนุษย์เงินเดือน คือ การลงทุนในกองทุน LTF หรือ IMF และการซื้อประกันแบบออมเงินต่างๆ เพราะนอกจากจะเอาไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังทำให้เก็บเงินได้เป็นก้อนเมื่อครบกำหนด พร้อมดอกเบี้ยที่งอกเงยออกมาด้วยค่ะ
  4. สนองความต้องการของตัวเองบ้าง เงินไม่ได้มีไว้เก็บอย่างเดียวนะคะ เงินมีไว้ใช้ด้วย คนทุกคนย่อมมีสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากได้ สิ่งที่ต้องการทำ การซื้อในสิ่งที่ตัวเองชอบ  ของที่อยากได้  ไปทำสปา นวดผ่อนคลาย หรือ ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา ก็เป็นการเพิ่มความสุขให้กับชีวิตของคุณนะคะ
  5. เมื่อเรามีแล้ว ก็ควรแบ่งออกไปบ้างค่ะ แบ่งออกมาเลยตั้งแต่สิ้นเดือนนะคะ จะได้ไม่ลืม  ส่วนที่สำคัญเลยคือ คุณควรจะต้องกันเงินส่วนนึงให้พ่อแม่ค่ะ พ่อแม่ท่านคงไม่อยากได้เงินของเราหรอกค่ะ แต่การที่เรามีเงินเดือนแล้วนำส่วนนึงไปให้ท่าน จะทำให้ท่านรู้สึกดีใจ ว่าลูกนึกถึงท่าน ไม่ลืมพระคุณท่านค่ะ นอกจากการให้เงินผู้มีพระคุณแล้ว ก็ควรมีส่วนที่เตรียมไว้ทำบุญ ทำทาน และ บริจาคบ้างก็ดีนะคะ มีน้อย ก็แบ่งน้อย ไม่เป็นไรค่ะ จำนวนเงินไม่สำคัญ แค่เรามีความตั้งใจที่ดี ที่อยากแบ่งปันก็พอแล้วค่ะ

เคล็ดไม่ลับ :: บังคับใจไม่อยากจนน้ำลายไหลก็ไม่ต้องซื้อ ใช้หลักที่ว่าซื้อในสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ คือถ้าเมื่อไหร่มีสิ่งที่มันไม่ใช่ตามที่เราอยากได้แบบ 100% เช่น เสื้อตัวนี้สวยแต่สีไม่โดน อันนี้ก็ห้ามไปผ่อนปรนเชียวละ มีหนังสืออ่านเล่นอยู่เล่มหนึ่งชื่อ “รอให้น้ำลายไหลเสียก่อน” เป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไปยืนดูไอศกรีมทุกวัน ผู้ใหญ่ก็ถามว่าทำไมไม่ซื้อละ เด็กคนนั้นก็ตอบว่า รอให้น้ำลายไหลเสียก่อนค่อยซื้อ ก็ประมาณว่า รอให้อยากได้จริงๆ อยากได้สุดๆ อยากได้จนไม่ไหวแล้วก่อนนะ ถึงจะซื้อ ซึ่งสูตรนี้ใช้ได้ตลอดชีวิต มันก็อาจจะมีบ้างที่เราซื้อของทันทีด้วยเหตุผลว่าอยากได้มาก แต่เราก็ไม่ควรทำบ่อยๆ ก่อนจะซื้อให้ถามตัวเองก่อนว่า เราอยากได้มันจริงๆ ถามให้แน่ใจว่า นี่คือ Need ต้องการ หรือ Want อยากได้ แยกให้ได้แล้วคุณจะมีเงินเหลือเก็บแน่นอน

adsbygoogle